ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของ Shopee รอบวันที่ 4 สิงหาคม 2569 กลายเป็นวาระที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นประกาศประจำเดือนไปแล้ว เพราะเดือนที่แล้วก็เพิ่งมีการปรับขึ้นไป การที่แพลตฟอร์มขยับตัวเลขขึ้นอีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจ และสามารถคาดเดาได้เลยว่าในอนาคตก็จะมีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทวนตัวเลขค่าธรรมเนียมรอบล่าสุด
การเปลี่ยนแปลงรอบนี้เป็นการเพิ่มต้นทุนรวดเดียว 3.21% โดยมาจากสองส่วนหลัก:
-
ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเกือบทุกหมวดหมู่หลัก 2.14%
-
ยกเลิกส่วนลดร้าน Prime Seller ที่เคยให้ 1.07% (กลายเป็นไม่ลดแล้ว)
เมื่อบวกรวมกับโครงสร้างเดิม ผลลัพธ์ที่ร้านค้าต้องแบกรับคือ:
-
ร้านทั่วไป (ที่เข้าโปรโมชันส่งฟรีและส่วนลด) จะโดนหักค่าธรรมเนียมที่ 27.82% + 1.07 บาท ต่อออเดอร์
-
ร้านทางการ (Official Shop) (ที่เข้าโปรโมชันส่งฟรีและส่วนลด) จะโดนหักค่าธรรมเนียมที่ 31.03% + 1.07 บาท ต่อออเดอร์
ค่าธรรมเนียมขึ้น ก็ปรับราคาสินค้าขึ้นไปเรื่อยๆ เอางั้นจริงหรือ?
สิ่งที่ผู้ประกอบการและแบรนด์ควรคิดในตอนนี้ ไม่ใช่การมานั่งโอดโอยกับค่าธรรมเนียมที่พุ่งสูงขึ้น แต่คือการตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่า "จะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร"
ทางออกคือการปรับราคาสินค้าขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่แพลตฟอร์มขึ้นค่าธรรมเนียมอย่างนั้นหรือ? การผลักภาระไปให้ผู้บริโภคอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ใช่กลยุทธ์ที่แบรนด์จะเลือกใช้จริงๆ หรือเปล่า?
แบรนด์ที่มี Vision มอง D2C เป็น "Asset" ไม่ใช่แค่ช่องทางขาย
ทางรอดที่ยั่งยืนที่สุดในเวลานี้คือการสร้างช่องทางของตัวเอง หรือ D2C (Direct-to-Consumer) สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้คือเวลาที่ต้องทำความเข้าใจและเริ่มลงมือทำได้แล้ว แบรนด์ที่เติบโตไวและมีวิสัยทัศน์มองเห็นแนวโน้มนี้และเริ่มขยับตัวกันมาสักพักใหญ่แล้ว พวกเขาไม่ได้รอให้ค่าธรรมเนียมพุ่งทะลุ 30% แล้วค่อยหาทางขยับขยาย
มีหลายแบรนด์ที่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับมาร์เก็ตเพลสเดือนละหลายแสนจนถึงหลักล้านบาท ซึ่งในมุมการบริหารธุรกิจ เงินจำนวนนี้คือ "ค่าใช้จ่าย" (Expense) ที่จ่ายแล้วจบไป เปรียบเสมือนการจ่าย "ค่าเช่าพื้นที่" ในห้างสรรพสินค้า ที่เจ้าของพื้นที่จะปรับขึ้นราคาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หลายธุรกิจกลับรู้สึกเสียดายเมื่อต้องนำเงินก้อนเดียวกันนี้มาลงทุนสร้างแพลตฟอร์ม เว็บไซต์ หรือระบบสมาชิกของตัวเอง
ในขณะที่แบรนด์ที่มีวิสัยทัศน์เลือกที่จะแบ่งงบประมาณมาสร้างบ้านของตัวเอง เพราะเข้าใจดีว่าการลงทุนสร้างช่องทาง D2C นั้นเป็น "สินทรัพย์" (Asset) ของธุรกิจ แพลตฟอร์มที่เป็น Asset จะคงอยู่กับแบรนด์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว เป็นพื้นที่ที่แบรนด์สามารถควบคุมต้นทุนได้ จัดโปรโมชันได้โดยไม่ต้องรอรอบแคมเปญ
เช็กลิสต์สร้างแพลตฟอร์ม D2C ให้เวิร์ก ต้องมีอะไรบ้าง?
การสร้างช่องทาง D2C ไม่ใช่แค่การเปิดหน้าเว็บไซต์แล้วจบไป แต่ต้องอาศัยโครงสร้างที่แข็งแกร่ง เพื่อให้แข่งขันได้และคุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่ต้องคำนึงถึงดังนี้:
-
เก็บ Data ไปต่อยอดและหาลูกค้าใหม่ได้: แพลตฟอร์มต้องเอื้อให้แบรนด์ได้ First-Party Data ของลูกค้าอย่างสมบูรณ์ ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อทำแคมเปญแบบ Personalized รวมถึงนำไปทำ Lookalike Audience เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพได้แม่นยำขึ้น
-
เชื่อมต่อระบบต่างๆ (Integration) ได้ครบวงจร: D2C ที่ดีต้องรองรับการทำงานของฝั่งหลังบ้านได้อย่างไร้รอยต่อ ต้องสามารถเชื่อมต่อกับระบบคลังสินค้าและการจัดส่ง (Fulfillment) ระบบบัญชี ระบบรับชำระเงิน (Payment Gateway) ไปจนถึงระบบสมาชิกและการสะสมคะแนน (Loyalty CRM)
-
ประสบการณ์ใช้งาน (User Experience) ต้องดีเยี่ยม: Customer Journey ต้องลื่นไหลตั้งแต่เริ่มค้นหาสินค้าไปจนถึงขั้นตอนชำระเงิน หากเว็บใช้งานยาก โหลดช้า หรือมีความซับซ้อน ลูกค้าจะเกิดประสบการณ์ที่แย่และไม่กลับมาใช้งานอีก
-
ออกแบบรองรับมือถือ (Mobile-First & Responsive): ลูกค้าส่วนใหญ่ตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน ดังนั้นการออกแบบแพลตฟอร์มต้องให้ความสำคัญกับหน้าจอมือถือเป็นอันดับแรก ให้แสดงผลได้พอดี กดเมนูต่างๆ ได้ง่าย และโหลดข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
-
เพิ่มพลังช่องทางค้นหาด้วย SEO: การมีเว็บไซต์ D2C ของตัวเองเป็นการเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถปรับแต่งโครงสร้างเว็บ เนื้อหา และคีย์เวิร์ด เพื่อทำ SEO (Search Engine Optimization) ซึ่งช่วยดึงดูด Organic Traffic จากลูกค้าที่ค้นหาสินค้าผ่าน Google ได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพิงแค่การยิงแอด
หากธุรกิจยังมัวแต่ลังเลที่จะสร้างช่องทางของตัวเอง วันหนึ่งอาจพบว่าก้าวตามไม่ทันแบรนด์คู่แข่งที่เตรียมความพร้อมเรื่องนี้มานานแล้ว การเปลี่ยนผ่านจากจุดที่ต้องจ่าย "ค่าเช่า" ตลอดกาล มาสู่การสร้าง "สินทรัพย์" ในวันนี้ คือการสร้างเกราะป้องกันและความยั่งยืนให้กับธุรกิจ
สำหรับแบรนด์ที่พร้อมจะก้าวเข้าสู่สนาม D2C และต้องการระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง PRIMO มีโซลูชันด้านการตลาดและระบบ CRM ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างช่องทางการขาย เชื่อมต่อข้อมูลลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ และเปลี่ยนจากผู้เช่าพื้นที่มาเป็นเจ้าของพื้นที่ได้อย่างมั่นคง