ธุรกิจ Wellness เป็นหนึ่งในแนวโน้มที่กำลังมาแรงในปี 2025 โดยเปิดโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้ประกอบการที่สนใจใน ธุรกิจสุขภาพ การเติบโตของตลาดนี้สะท้อนถึงความต้องการของผู้คนที่หันมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้น และธุรกิจนี้ก็มีความยั่งยืนในระยะยาว
1. มอง Wellness เป็น “แฟชั่น” มากกว่าความยั่งยืน
หลายแบรนด์รีบเข้าสู่ตลาดเพราะเห็นว่าเป็นกระแส เช่น ร้านอาหารติดป้าย Healthy แต่ยังใช้น้ำมันและน้ำตาลสูง หรือคลินิกเปิดบริการเสริมความงามโดยพนักงานขาดความรู้ความเข้าใจ ผลคืออาจขายได้ช่วงแรก แต่ลูกค้าไม่กลับมา เพราะมองว่าเป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว และขาดความเชื่อมั่นในแบรนด์
2. ไม่เข้าใจความต้องการเชิงลึกของลูกค้า
หลายธุรกิจมอง Wellness แค่ “ความผอม ความสวย” แต่จริง ๆ ลูกค้าบางกลุ่มโฟกัสเรื่อง สุขภาพจิต สมดุลชีวิต หรือการยืดอายุ (longevity) นอกจากนี้ลูกค้าแต่ละวัยก็มีความต้องการต่างกัน เช่น วัยทำงานต้องการลดความเครียด ขณะที่ผู้สูงอายุเน้นการฟื้นฟูร่างกาย การไม่ทำ segmentation ทำให้สินค้าและบริการออกมาแบบ one-size-fits-all ที่ไม่โดนใจใครจริง ๆ
3. ขาดการวัดผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ธุรกิจ Wellness มักขายสิ่งที่วัดยาก เช่น “ความรู้สึกดี” “การนอนหลับที่มีคุณภาพ” แต่หากไม่มีการวัดผลที่ชัดเจน เช่น การ track น้ำหนัก การบันทึกคุณภาพการนอน หรือการทำ health assessment ลูกค้าจะรู้สึกไม่มั่นใจ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบริการนี้สร้างผลจริงหรือไม่
4. การเงินและการสเกลไม่สมดุล
Wellness หลายประเภท เช่น Spa Retreat หรือ Healthy Cafe มีต้นทุนสูงมาก แต่บางธุรกิจไม่วางแผน break-even หรือคุมต้นทุนต่อบริการ/ต่อหน่วย จนไม่สามารถสเกลต่อได้ แม้จะมี demand แต่ก็ไปต่อยาก เพราะไม่บาลานซ์ระหว่าง คุณภาพ-ต้นทุน-การเติบโต
5. ลงทุนกับภาพลักษณ์ แต่ไม่สร้าง Trust
Wellness ต้องการความน่าเชื่อถือสูง แต่หลายแบรนด์ทุ่มไปกับการทำคอนเทนต์สวย ๆ โดยไม่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญร่วมรับรอง การขาดความโปร่งใสตรงนี้ ทำให้ลูกค้าอาจสนใจในครั้งแรก แต่ไม่เกิด loyalty ระยะยาว
รวมถึงการมองข้ามการสร้าง “ความสัมพันธ์ระยะยาว” ผ่าน Loyalty CRM
หลายธุรกิจ Wellness เน้นแค่การหาลูกค้าใหม่ (Acquisition) เช่น โปรโมชันเข้าคลาสครั้งแรก หรือคอร์สทดลองราคาถูกแต่ ไม่ลงทุนในระบบ CRM หรือ Loyalty Program ที่จะทำให้ลูกค้าเดิมกลับมาอย่างต่อเนื่อง และขาดการให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าในระยะยาว
6. การตลาดที่เน้นขายมากกว่าดูแล
บางธุรกิจสื่อสารเกินจริง เช่น “กินอันนี้แล้วหายป่วย” หรือ “ทำครั้งเดียวเห็นผลทันที” รวมถึงไม่ออกแบบ customer journey ต่อ เช่น หลังจากลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ ไม่มีการสร้าง community หรือการ follow-up ให้กำลังใจ ผลคือ ลูกค้ารู้สึกเหมือนถูก “ขาย” มากกว่าถูก “ดูแล”
บทสรุป
ธุรกิจ Wellness เป็นโอกาสใหญ่ แต่ไม่ใช่เส้นทางง่าย จุดที่มักพลาดคือ
- มองเป็นกระแส ไม่สร้างมาตรฐาน
- ไม่เข้าใจ segmentation และ pain point
- ขาด outcome ที่พิสูจน์ได้
- ไม่สร้าง trust ระยะยาว
- การตลาดที่สื่อสารเกินจริง
- การเงินไม่สมดุลกับการเติบโต
Wellness เป็นธุรกิจที่มี Lifetime Value สูง (ลูกค้าใช้ซ้ำถ้าเห็นผลจริงและรู้สึกผูกพัน) การไม่มี CRM ทำให้เสียโอกาสในการเก็บข้อมูลลูกค้า (พฤติกรรม, ความชอบ, ผลลัพธ์สุขภาพ) สร้าง Personalization เช่น แนะนำอาหารเสริม/คอร์สที่เหมาะกับร่างกาย ทำ Mission / Tier / Rewards ให้ลูกค้ามี Engagement ระยะยาว
ผลลัพธ์คือ ต้นทุนการหาลูกค้าใหม่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และธุรกิจไม่สามารถสร้างฐานลูกค้าที่ภักดี
(Loyal Customer Base)
การทำ Wellness ให้ประสบความสำเร็จ จึงไม่ใช่แค่การ “ทำให้ดูดี” แต่ต้องสร้าง มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และระบบติดตามผลลัพธ์ ที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นและกลับมาอย่างต่อเนื่อง