“เสีย Dev เก่งๆ ไปหนึ่งคน เพื่อให้ได้หัวหน้าห่วยๆ มาหนึ่งคน”
เคยได้ยินประโยคนี้กันไหมครับ?
ตอนเป็น Dev เราภูมิใจในความเก่งของตัวเอง บางทีวิจารณ์หัวหน้าเราด้วยซ้ำเวลาทำอะไรไม่ถูกใจ
แต่พอวันนึงเริ่มโตขึ้น แล้วต้องมีบทบาทในการเป็นผู้นำทีมเพิ่มขึ้นมา เราเองถึงเพิ่งรู้ซึ้งว่า “หัวหน้าห่วยๆ” คนนั้น คือเราเอง
มันไม่แปลกครับที่เราจะเป็นหัวหน้าห่วยๆ ในตอนแรก แต่ถ้าคุณไม่ยอมรับและปรับตัว ตอนนั้นแหละที่คุณจะห่วยจริงๆ
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า การเป็นผู้นำมีหลายขั้น Step แรกให้ลองสังเกตตัวเองดูว่าตอนนี้เราอยู่ขั้นไหน
ผมสรุป "5 Levels of Leadership" ของ John C. Maxwell มาแบบสั้นๆ ให้ทุกคนลองเช็คตัวเองดู
Level 1: Position (สายเบ่ง) – คนยอมฟังเพราะ "ตำแหน่ง" บนหัวหัวกระดาษ อันนี้คือจุดเริ่มต้นที่เสี่ยงที่สุด เพราะถ้าเราสั่งอย่างเดียวโดยไม่โชว์ฝีมือ ซักพักคนในทีมจะเริ่มไม่อยากทำงานด้วย
Level 2: Permission (สายสร้าง Trust) – คนยอมฟังเพราะ "ความสัมพันธ์" เริ่มคุยกันรู้เรื่อง น้องเริ่มไว้ใจ เพราะเห็นว่าเราแคร์คนในทีมด้วย ไม่ใช่แค่สั่งงาน
Level 3: Production (สายโชว์ผลงาน) – คนยอมฟังเพราะ "ความเก่ง" เราทำให้ทีมเห็นว่าเราลุยจริง แก้ปัญหาได้จริง สร้างผลงานให้ทีมได้เห็นเป็นรูปธรรม
Level 4: People Development (สายสร้างคน) – เราเริ่มปั้นน้องในทีมให้เก่งขึ้น จนเขาสามารถทำแทนเราได้ เลเวลนี้แหละที่จะทำให้ทีมแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน
Level 5: Pinnacle (สายตำนาน) – เลเวลสูงสุด คนยอมตามเพราะ "ตัวตนและสิ่งที่เราสร้างไว้" เป็นลีดที่ใครๆ ก็อยากร่วมงานด้วยแม้จะย้ายโปรเจกต์ไปแล้วก็ตาม
ทำยังไงให้เป็นผู้นำที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน ถ้าเราอยากให้ทีมเป็นแบบไหน เราต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน:
-
Say (สิ่งที่เราพูด): เราสื่อสารอะไรออกไป? เราสั่งให้ทำ หรือเราบอกความหมายของสิ่งที่ทำ
-
Act (สิ่งที่เราทำ): ถ้าอยากให้ทีมตรงต่อเวลา แต่ลีดเข้าประชุมสายประจำ ทีมก็จะเรียนรู้ว่า "ความตรงต่อเวลาไม่สำคัญ"
-
Prioritise (สิ่งที่เราให้ความสำคัญ): เราเลือกทำอะไรก่อน? เช่น ถ้าเราเลือกแก้ปัญหาแบบขอไปที ไม่สนใจคุณภาพ ทีมก็จะทำตามนั้น
-
Measure (สิ่งที่เราวัดผล): เราถามหาอะไรบ่อยที่สุด? ถ้าเราถามแต่ "ใช้เวลากี่วัน” “ใช้คนกี่คน” ทีมก็จะทำโดยสนใจแค่ปริมาณ แล้วทำให้เสร็จๆ ไป สุดท้ายงานที่ส่งออกมาก็จะเกิด Bug เยอะจากความไม่เข้าใจและไม่สนใจที่จะเรียนรู้จากสิ่งที่ทำ
🛠️ อัปเลเวลความเป็น Leader
เราสามารถใช้คอนเซปต์ 5 Levels of Leadership มาเป็นไกด์ในการอัปเวลการเป็น Team lead ของเราได้ครับ:
-
Level 1-2: สร้าง Trust ผ่านการกระทำ – เลิกใช้แค่ตำแหน่งสั่งงาน แต่เริ่มสร้างความสัมพันธ์ด้วยการรับฟัง (Say & Act)
-
Level 3-4: โชว์ฝีมือและปั้นคน – ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (Act) เลือกงานที่สร้าง Impact จริงๆ (Prioritise) และวัดผลที่การเติบโตของทีม (Measure) ไม่ใช่แค่บรรทัดของ Code
-
Level 5: เป็นต้นแบบที่ยั่งยืน – เมื่อสิ่งที่เราพูดและทำมันตรงกันจนเป็นเนื้อเดียว คนจะยอมรับเราจากเนื้อแท้ ไม่ใช่แค่บทบาทหน้าที่
การนำทีมสำหรับ Dev ก็เหมือนการเรียน Framework ใหม่ ช่วงแรกอาจจะติดขัด แต่ถ้าปรับ Mindset ได้ ทุกอย่างจะค่อยๆ เข้าที่:
- ลดการ "ลงมือ" เพิ่มการ "ซัพพอร์ต": ยอมรับว่าเราทำทุกอย่างเองไม่ได้ หน้าที่ของเราคือปูทางให้คนในทีมทำงานต่อเองให้ได้
-
ฟังให้มากกว่าพูด: การเข้าใจปัญหาของคนในทีม สำคัญพอๆ กับการเข้าใจ Flow ของระบบ
-
ยอมรับความผิดพลาด: ไม่มีใครเป็น Leader ที่ดีตั้งแต่วันแรก เราเรียนรู้จาก Feedback ของทีม แล้วปรับจูนไปพร้อมกัน
การเปลี่ยนจาก Coding มาเป็น Coaching มันเหนื่อยและกดดันกว่าเดิมเยอะครับ แต่มันเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เราเห็นภาพกว้างขึ้น และความภูมิใจเมื่อเห็นทีมเติบโต มันเป็นความรู้สึกที่ Code สวยๆ แค่บรรทัดเดียวให้เราไม่ได้
แล้วพบกันใหม่คราวหน้าครับ